• เปิดประชาพิจารณ์นำร่อง "กฎหมายถุงพลาสติก"3จังหวัดชายฝั่ง ล้างบาง"ขยะทะเล" ตะลึง!
    แพขยะยาวกว่า 10 ก.ม.กลางทะเลอ่าวไทย


    เผย"ไทย"ติดอันดับโลกทิ้งขยะลงทะเล
    คงจำกันได้สำหรับ "ข่าวพาดหัว"ตัวโตของสำนักข่าวหลายแห่ง ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
    โดยมีประจักษ์พยานเป็นภาพแพขยะทอดยาวต่อเนื่องกันไปถึงกว่า 10 กิโลเมตร ลอยอยู่บนกลาง
    ทะเลอ่าวไทยบริเวณ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ จ.ชุมพร ซึ่งนี่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงสัญญาณระดับ
    "วิกฤติ" ของ "ปัญหาขยะทะเล" ในประเทศไทย



    ซึ่งในเรื่องนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญและ
    ผลักดันให้การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายให้เป็น "วาระแห่งชาติ" และได้ให้กระทรวง
    ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดทำแผนที่นำทาง Road Map การจัดการขยะมูลฝอย
    และของเสียอันตราย พร้อมกับรณรงค์ตั้งแต่ปี 2558 ให้เป็นปีแห่งการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก
    และโฟมโดยเริ่มรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกร่วมกับภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชนห้างสรรพสินค้า
    และร้านสะดวกซื้อตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2558 เป็นต้นมา



    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของสถานการณ์ขยะมูลฝอยในประเทศไทย ของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2558
    มีปริมาณ 26.85 ล้านตัน/ปี โดยในจำนวนถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ 4.94ล้านตัน/ปี หรือ 19% ขณะ
    ที่มีขยะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกต้อง 8.34 ล้านตัน หรือ 30% แต่ถูกนำไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง 7.15 ล้าน
    ตัน หรือ 27% และถูกทิ้งตกค้างในพื้นที่มากถึง 6.22 ล้านตัน หรือ 23% ขณะที่จากฐานข้อมูลขยะทะเล
    เมื่อปี 2558 ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชี้ว่า 23 จังหวัดชายฝั่งทะเล มีปริมาณขยะมากถึง
    10 ล้านตัน และมีขยะมากถึง 5 ล้านตัน หรือครึ่งต่อครึ่งที่ไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง และมีโอการ
    ถูกชะพัดพาลงทะเล กลายเป็นขยะทะเล

    โดยประมาณว่า ในแต่ละปี จะมีขยะพลาสติกลงทะเลมากถึง 5 หมื่นตัน หรือ 750ล้านชิ้น!โดย ขยะที่
    พบส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติกมากที่สุด 13%หลอดเครื่องดื่ม 10%ฝากพลาสติกและภาชนะบรรจุอาหาร
    อย่างละ 8% ส่วนที่เหลือเป็นขยะอื่นๆ เช่น เชือก ก้นบุหรี่ กระป๋อง กระดาษ โฟม และขวดเครื่องดื่ม เป็น
    ต้น โดยที่มาของขยะจาก 2 ทาง คือ 1.จากกิจกรรมบนฝั่ง คือ ขยะจากชุมชน แหล่งทิ้งขยะบนฝั่ง ขยะ
    บริเวณท่าเรือ การท่องเที่ยวชายหาด และ 2.จากกิจกรรมในทะเล เช่น การขนส่งทางทะเล การประมง
    และการท่องเที่ยว เป็นต้น

    นอกจากนี้ จากการสำรวจของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.2010ยังพบว่า
    ในบรรดา 192 ประเทศที่ติดชายฝั่งทะเล ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรมากที่สุด
    เป็นอันดับที่ 6 ของโลก

    พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า "สถานการณ์แพขยะใน
    ทะเลดังกล่าว ไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผล
    กระทบไปถึงการเดินเรือ การประมง และที่สำคัญ คือ ความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และสุข
    ภาพอนามัยประชาชนอย่างรุนแรง จึงได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากร
    ทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะ
    ยาว"

    รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระยะเร่งด่วน
    กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กองทัพเรือ กลุ่มผู้ประกอบ
    การเรือท่องเที่ยว และกลุ่มประมงพื้นบ้านในพื้นที่ นำเรือออกไปลากขยะในทะเลกลับเข้าฝั่งเพื่อนำไปกำจัด
    ซึ่งเบื้องต้นสามารถจัดเก็บได้กว่า 5,407 กิโลกรัม จำนวนกว่า 80,000 ชิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นขยะในครัวเรือน
    จำพวกพลาสติกต่างๆ อาทิ ถุงพลาสติก โฟม ขวดและแก้วพลาสติก เป็นต้น

    ส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ กรมส่งเสริม
    คุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ ไปดำเนินการจัดทำประชา
    พิจารณ์เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการใช้มาตรการเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก โดยนำร่องใน 3 จังหวัด
    ท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ และภูเก็ต

    นายสากล ฐินะกุล อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในฐานะรองโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ
    และสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่าจากการศึกษามาตรการทางนโยบายเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกของประเทศต่างๆ
    แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ มาตรการทางกฎหมาย (Regulative Measure)และมาตรการทางสมัครใจ (Voluntary
    Measure) โดยมาตรการทางกฎหมายมีการดำเนินการใน 2 รูปแบบ คือ การใช้มาตรการเก็บภาษีถุงพลาสติก
    ทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่ประเทศส่วนใหญ่เลือกดำเนินการให้ผู้บริโภค คือ ผู้ใช้ถุงพลาสติกเป็นผู้จ่าย
    ภาษี ทำให้ลดปริมาณการใช้ลงได้เป็นอย่างมาก ประมาณร้อยละ 80-90 เช่น ประเทศไอซ์แลนด์ ดำเนินการ
    เก็บภาษีถุงพลาสติกจากผู้บริโภคตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ.2545 ทำให้ปริมาณการใช้ลดลงร้อยละ 90 ในปี
    2553 อังกฤษเก็บ 5p ต่อถุง (ประมาณ 2-3 บาทต่อถุง) มีผลบังคับใช้กับบริษัท/ร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีพนัก
    งานมากกว่า 250 คน แต่ยังไม่มีผลบังคับกับบริษัท/ร้านค้าขนาดเล็ก อินโดนีเซียเก็บภาษีถุงพลาสติกใน
    mini-market,hypermarket และ supermarket ใน 23 เมือง โดยเก็บค่าถุงพลาสติก Rp.200-Rp.5000 (ประมาณ
    0.53-14 บาทต่อถุง) ซึ่งรวมถึงถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ มาเลเซียบังคับเก็บภาษีถุงพลาสติกในรัฐเซลัง
    งอร์และปีนัง ส่วนประเทศไต้หวันไม่ได้กำหนดอัตราภาษีตายตัว โดยก่อนดำเนินการไต้หวันมีการใช้ถุง
    พลาสติกประมาณ 2.5 ถุงต่อคนต่อวัน หลังดำเนินมาตรการแล้ว 1 ปี อัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงกว่า
    ร้อยละ 80

    ส่วนอีกรูปแบบ คือ การออกกฎหมายห้ามไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก พบว่าอัตราการใช้ถุงพลาสติกลดลงประมาณ
    ร้อยละ 60 เช่น ประเทศจีนห้ามมิให้มีการผลิต จัดจำหน่าย และใช้ถุงพลาสติกที่ผลิตจากโพลีเอทธีลีนความ
    หนาแน่นสูง ผู้ประกอบการที่ให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่าต้องเสียค่าปรับ 10,000 หยวน หรือ
    50,000 บาท หลังจากดำเนินการไปแล้ว 1 ปี สามารถลดจำนวนถุงพลาสติกได้ร้อยละ 66 ส่วนที่ประเทศ
    อิตาลี มีการห้ามไม่ให้ผู้ค้าปลีกแจกถุงที่ทำจากโพลีเอทธิลีนแก่ลูกค้า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2554 โดยให้
    ใช้ถุงที่ย่อยสลายได้ ถุงกระดาษ หรือถุงผ้าแทน ฮ่องกงห้ามร้านค้าให้ถุงพลาสติกและเก็บค่าถุง $50
    (ประมาณ 2-3 บาทต่อถุง) สหรัฐอเมริกาห้ามใช้ถุงพลาสติก 20 รัฐ 132 เมือง นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศ
    ที่ห้ามใช้ถุงพลาสติก ได้แก่ แอฟริกาใต้ อูกานดา โซมาเลีย เคนย่า แทนซาเนีย เป็นต้น

    โดยหลังจากนี้ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมควบคุมมลพิษ
    จะร่วมกันนำร่องขับเคลื่อนกระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์ใน จ.สุราษฎร์ธานี จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต และ
    นอกจากขยะทะเลแล้วยังจะดำเนินการศึกษารูปแบบที่เหมาะสมทั้ง 4 ภาคเป็นภาพรวมของประเทศ ซึ่งการ
    ดำเนินการครั้งนี้ จะไม่เป็นเพียงแต่ทำให้สามารถลดปริมาณขยะพลาสติกของประเทศ

    แต่ยังจะส่งผลต่อภาพรวมการจัดการปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศ ให้สามารถบรรลุผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
    และเกิดความยั่งยืนต่อไปในอนาคตด้วยเช่นกัน







 
 
copyrigh2017.medias-center.com, Allrights reserved by Wandit Medias