">
กรมข้าวส่งทีมวิจัยลุยเมืองจีน ศึกษามาตรฐานข้าวอินทรีย์ เสริมคุณภาพสินค้าของไทย

  • แนะชาวนายุคใหม่ต้องวางแผนเชื่อมโยงตลาด

    ปัจจุบันนี้ผู้บริโภคมีความต้องการข้าวเพื่อสุขภาพที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็น
    มิตรกับสิ่งแวด ล้อม โดยเฉพาะประเทศที่มีเศรษฐกิจดี เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน
    ฮ่องกง และสิงคโปร์ จึงเป็นโอกาสของสินค้าข้าวไทยที่จะแข่งขันทำตลาดในกลุ่มนี้

    แต่ปัจจุบันคนไทยทำการเกษตรแบบรวดเร็ว ไม่ได้ปลูกพืชแบบประณีต และไม่ครบวงจร มีการใช้สาร
    เคมี ซึ่งทำให้ผลผลิตมีต้นทุนสูง เกษตรกรจึงขาดทุน เมื่อได้ผลผลิตก็จะจำหน่ายให้กับพ่อค้าคนกลาง
    ในราคาที่ไม่สามารถกำหนดได้ หากผลผลิต ผลิตออกมาพร้อม ๆ กัน อาจก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้น
    ตลาด ราคาตกต่ำ พ่อค้าคนกลางกดราคา ปัญหาเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกพืชผลการเกษตร
    เช่นเดียวกับข้าวซึ่งพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย

    แนะชาวนายุคใหม่ต้องวางแผนเชื่อมโยงตลาด

    นายกฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าข้าวอย่าง
    เป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-พ.ศ. 2564 รัฐบาลได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์
    และโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ให้ชาวนารายย่อยรวมกลุ่มพื้นที่นา ผลิตข้าวตาม
    มาตรฐาน GAP ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยวางเป้าหมายว่าจะมีผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์ประมาณ 6
    แสนตัน และข้าวเปลือกมาตรฐาน GAP ประมาณ 10 ล้านตัน ดังนั้น เพื่อให้ผลผลิตข้าวจากทั้งข้าวมาตร
    ฐาน GAP และข้าวอินทรีย์นี้ส่งต่อไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและ
    สหกรณ์ พร้อมทั้งกระทรวงพาณิชย์จึงได้ร่วมกันดำเนินโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวมาตร
    ฐาน GAP ครบวงจร โดยมี 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ

    1. การรับสมัครผู้ประกอบการค้าข้าวที่เป็นโรงสีข้าว อุตสาหกรรมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบ สหกรณ์การเกษตร
    วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกร แล้วผู้ส่งออกข้าวเพื่อจับคู่ธุรกิจกับชาวนาที่ผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าวมาตร
    ฐาน GAP และทำบันทึกข้อตกลงซื้อขายข้าวทั้ง 2 ฝ่าย

    2.การซื้อข้าวระหว่างผู้ประกอบการค้าข้าวและกลุ่มชาวนาหลังเก็บเกี่ยวในราคาที่สอดคล้องกับคุณภาพ
    ซึ่งจะมีราคาที่สูงกว่าข้าวทั่วไป

    3. การขอรับชดเชยดอกเบี้ยของผู้ประกอบการค้าข้าว นอกจากผู้ประกอบการค้าข้าวจะได้รับชดเชยดอก
    เบี้ยที่ไปรับซื้อข้าวเปลือกจากกลุ่มชาวนาแล้ว ยังสามารถขอรับการจัดสรรโควตาส่งออกข้าวไปยังสหภาพ
    ยุโรป หรือ EU (อียู) ได้อีกด้วย

    แนะชาวนายุคใหม่ต้องวางแผนเชื่อมโยงตลาด

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมุ่งดำเนินการปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพ
    ชีวิตของเกษตรกรให้มีความภูมิใจในอาชีพ ภายใต้หลักการตลาดนำการผลิต และการเพิ่มประสิทธิภาพ
    การผลิต จึงต้องมีการนำงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ร่วมกับการบริหารจัดการ
    ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืน บุคลากรของกรมวิชาการ
    เกษตรจึงต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ให้รู้ลึก รู้จริง ทำได้จริง ทันสมัยตลอดเวลา สามารถพัฒนาตนเองให้มี
    มุมมองกว้างไกลทำงานวิจัยแบบบูรณาการครบวงจรตลอดห่วงโซ่การผลิต ให้ได้นวัตกรรมที่ใช้ได้จริง
    และถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อภาคเกษตร อันเป็นการสนับสนุนการปฏิรูปภาค
    การเกษตรของประเทศ โดยยึดศาสตร์พระราชาเป็นหลักในการพัฒนา มุ่งหวังให้เกิดประโยชน์แก่เกษตร
    กรและประเทศชาติเป็นสำคัญ

    นับเป็นมิติใหม่ของวงการข้าว ที่ภาครัฐได้เข้ามาขับเคลื่อนความร่วมมือแบบประชารัฐอย่างครบวงจร ตั้งแต่
    กระบวนการผลิตจนถึงการเชื่อมโยงการตลาด ส่งต่อข้าวคุณภาพที่มีความปลอดภัยสู่มือผู้บริโภค ทำให้ชาว
    นามีแรงจูงใจในการผลิตข้าวที่มีมาตรฐาน สร้างรายได้ที่มั่นคง ผู้ประกอบการข้าวที่มีคุณภาพ และยังเป็น
    การเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลกนั่นเอง:


    ข้อมูลอ้างอิง www.dailynews.co.th/agriculture/669315
    ภาพจาก กรมการข้าว


    Share FB
    4/10/18

Copyright © 2017. medias-center.com, All Rights Reserved by Wandit Medias